บริษัท เอเซียเมดิคอลซัพพลาย จำกัด
โทร 02-883-8258, 081-918-8953, 084-553-6999, 092-889-8911
  • th

ข้อมูลความรู้


ข้อมูลความรู้

ข้อสังเกตในการเลือกเครื่องออกซิเจน

เนื่องจากการใช้เครื่องผลิตออกซิเจน มีจุดประสงค์เพื่อการ รักษาหรือการบำบัด จึงมีข้อสังเกตในการเลือกเครื่องออกซิเจน ดังนี้

1.ต้องสามารถผลิตออกซิเจนที่มีบริสุทธิ์ มากกว่า 90% (-3%) ที่ระดับการจ่ายออกซิเจนสูงสุด เช่นเครื่องที่อ้างว่าสามารถผลิต

2.ออกซิเจนได้สูงสุดที่ 5 ลิตรต่อนาที ต้อง สามารถให้ออกซิเจนที่ 5 ลิตรต่อนาทีที่ความบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่า 90% (-3%)

3.ต้องมีตัวตรวจสอบออกซิเจน (Oxygen Monitor) เครื่องผลิตออกซิเจนที่ดีต้องสามารถผลิตออกซิเจนที่มีความเข้มข้นได้ มาตรฐานตลอดเวลา ดังนั้นเครื่องต้องมี ตัวตรวจสอบออกซิเจน และให้สัญญาณเตือนเมื่อเข้มข้นไม่ได้มาตรฐาน

4.ต้องสามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง เครื่องผลิตออกซิเจนที่ดีต้องสามารถเปิดใช้งานได้โดยไม่ต้องปิดพักเครื่อง

5.มีอัตราการกินไฟต่ำ เครื่องผลิตออกซิเจนที่ดีจะมีอัตราการกินไฟ ไม่เกิน 200 วัตต์ต่อชั่วโมง สำหรับเครื่องขนาด 5 ลิตรต่อนาที ไม่เกิน 350 วัตต์ต่อชั่วโมง สำหรับเครื่องขนาด 8 ลิตรต่อนาที และ ไม่เกิน 450 วัตต์ต่อชั่วโมง สำหรับเครื่องขนาด 10 ลิตรต่อนาที

6.เครื่องผลิตออกซิเจนที่ดีจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาต่ำ

 

การเลือกซื้อเครื่องผลิตออกซิเจน

1.เลือกเครื่องผลิตออกซิเจน ที่มีแรงดันขาออกเหมาะสมกับการใช้งาน เครื่องออกซิเจนที่พบโดยทั่วไป ไม่ว่าจะมีการจ่ายออกซิเจนทีละกี่ลิตรก็จะมีแรงดันออกซิเจนขาออกไม่เกิน 7.5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ซึ่งแรงดันขนาดนี้เหมาะสมกับการใช้งานด้วยออกซิเจนแคนูล่า ไม่สามารถใช้สำหรับการทำละอองยา ไม่สามารถใช้กับผู้ป่วยที่เปิดคอ หรือต่อร่วมกับอุปกรณ์ที่ต้องการแรงดันอื่นๆ
ปัจจุบันทีเพียงเครื่องของ Airsep รุ่น NewLife Intensity เท่านั้นที่สามารถให้แรงดันขาออกได้เท่ากับ 20 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เครื่องรุ่นนี้จึงสามารถใช้ในการทำละอองยา รวมถึงใช้ในผู้ป่วยเจาะคอด้วย

2.ให้เลือกเครื่องผลิตออกซิเจนที่สามารถเปิดใช้งานได้ต่อเนื่อง

3.ให้เลือกเครื่องที่ต้องการการดูแลต่ำที่สุด และ ไม่มีชิ้นส่วนที่ต้องเปลี่ยน เครื่องบางรุ่นต้องเปลี่ยนฟิวเตอร์ที่มีราคาแพงทุกๆ 15 - 30 วัน

4.ให้เลือกเครื่องที่มีอัตราการกินไฟต่ำ

5.ควรซื้อเครื่องผลิตออกซิเจนผ่านผู้ประกอบการที่มีชื่อเป็นรู้จัก

 

สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาเมื่อใช้เครื่องผลิตออกซิเจน

อุปสรรค สำคัญของการใช้เครื่องผลิตตออกซิเจนจากถัง คือ ค่าใช้จ่ายที่สูงทั้งจ่ายการเตรียมถังและอุปกรณ์ ค่าการเติมก๊าซ ค่าขนส่ง นอกจากนี้ผู้ใช้ยังต้องวางแผนบริหารการเติมก๊าซให้ดี ไม่เช่นจะมีปัญหาก๊าซหมดในตอนกลางคืน และช่วงวัดหยุดยาว ๆนอกจากนี้การใช้ออกซิเจนจากถังยังมีความไม่สะดวก เช่น การที่ต้องเปลี่ยนถังตอนกลางคืน การยกถังที่มีน้ำหนักมากไปที่ห้องคนไข้

ดังนั้นการพิจารณาใช้ออกซิเจนจากเครื่องผลิตออกซิเจน จะช่วยลดปัญหาต่างๆเหล่านี้ได้ อีกทั้ง ยังมีต้นทุนที่ต่ำกว่า เนื่องจากเครื่องผลิตออกซิเจน ทำหน้าที่สกัดออกซิเจนจากอากาศ และทำงานด้วยไฟฟ้า ช่วยให้ผู้ใช้มีออกซิเจนตลอดเวลาที่เครื่องทำงาน โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือเติมก๊าซเหมือนกรณีการใช้จากถังออกซิเจน

นอกจากนี้เครื่องผลิตออกซิเจนมักมีน้ำหนักไม่มาก เครื่องที่ใช้ตามบ้านมักมีน้ำหนักในราว 13 – 25 ก.ก. และมีล้อเลื่อน สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก อย่างไรก็ตาม เครื่องผลิตออกซิเจน ก็เช่นเดียวกับเครื่องมืออื่น ย่อมมีข้อจำกัดบางประการ ดังนั้นผู้ใช้จึงควรต้องพิจารณาหลายๆปัจจัยเหล่านี้

1.คุณภาพของเครื่องผลิตออกซิเจน เครื่องผลิตออกซิเจนมีความแตกต่างกันในเรื่องของคุณภาพมากมาย เครื่องจากผู้ผลิต บางรายมีสเปคของเครื่องต่ำกว่าการ ใช้ในการรักษา โดยเฉพาะความเข้มข้นของออกซิเจนที่ผลิตได้ เครื่องบางรุ่นเขียนสเปคในเอกสารอย่างสวยหรูแต่ไม่สามารถทำงานได้จริง เครื่องผลิตออกซิเจนที่ดี ต้องสามารถผลิตออกซิเจนได้ตามมาตรฐาน(ที่ได้ผลในการรักษา)ตลอดเวลาที่เปิดเครื่อง ไม่ว่าจะเปิดต่อเนื่องนานเท่าไรก็ตาม หากมีคำแนะนำให้พักเครื่องบ้าง อาจแสดงให้เห็นว่า เครื่องนั้นๆ ไม่มีประสิทธิภาพ หรือไม่มีคุณภาพตามมาตรฐาน ในปัจจุบัน เนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี มีเครื่องผลิตออกซิเจนที่ติด ชุดตรวจสอบออกซิเจนไว้ที่เครื่อง ชุด ตรวจสอบนี้จะทำงานตลอดเวลาและจะให้สัญญาณเตือนหากออกซิเจนที่ออกจากเครื่องมีความเข้มข้นต่ำกว่ามาตรฐาน ควรเลือกใช้เครื่องที่มีชุดตรวจสอบนี้เท่านั้นจึงจะมั่นใจได้ในประสิทธิภาพ

2.อัตราการกินไฟ ค่าไฟฟ้าจะเป็นค่าใช้จ่ายผันแปรหลักอย่างเดียวของเครื่องผลิตออกซิเจน ให้เลือกเครื่องที่มีอัตราการกินไฟต่ำกว่าหาก คำนวณค่าไฟฟ้าที่หน่วยละ 2.50 บาท เครื่องที่มีอัตราการกินไฟ 250 วัตต์ กับเครื่องที่มีอัตราการกินไฟ 500 วัตต์ หากเปิดใช้วันละ 10 ชั่วโมงเท่ากัน ในหนึ่งปีเครื่องที่มีอัตราการกินไฟน้อยกว่า จะประหยัดค่าไฟฟ้าไปได้เท่ากับ 2,200บาทต่อปี

3.ค่าใช้จ่ายอุปกรณ์สิ้นเปลือง เครื่องผลิตออกซิเจนที่ดีไม่ควรมีค่าใช้จ่ายของอุปกรณ์สิ้นเปลืองใดๆ การที่เครื่องไม่ต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนทำให้การดูแล รักษาทำได้ง่ายและเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์สิ้นเปลืองเหล่านี้ไม่ได้หมายถึง อุปกรณ์สำหรับให้ออกซิเจนเช่นกระบอกน้ำ สายออกซิเจน ซึ่งควรเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอเพื่อความสะอาด

4.ผลิตจากผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงและได้มาตรฐาน ให้เลือกเครื่องจากผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงและได้มาตรฐานเท่านั้น จะให้ความคุ้มค่าที่มากกว่า

5.เลือกเครื่องจากตัวแทนจำหน่ายที่ได้มาตรฐานและมีความรับผิดชอบ ตัวแทนจำหน่ายที่ดี นอกจากทำหน้าที่ดูแลเครื่องแล้ว ยังทำหน้าที่ในการให้คำแนะนำที่ถูกต้องทั้งในส่วนของเครื่องและ การรักษา

6.เครื่องสามารถผลิตออกซิเจนได้สูงสุดเท่าไร เครื่องผลิตออกซิเจนจะต่างจากการใช้แกซิเจนจากถังที่ เครื่องไม่สามารถเปิดจำนวนลิตรต่อนาทีที่เกินกำลังของเครื่อง การเปิดจำนวนลิตรต่อนาทีที่เกินกำลังของเครื่องจะมีผลให้ความเข้มข้นของออกซิเจนต่ำกว่ามาตรฐาน และจะเป็นการทำลายเครื่องในระยะยาว สำหรับการรักษาโดยทั่วไปควรเลือกเครื่องที่สามารถผลิตออกซิเจนได้อย่างต่ำ 5 ลิตรต่อนาที

7.แรงดันออกซิเจนขาออก เครื่องผลิตออกซิเจนมักจะมีแรงดันออกซิเจนประมาณ 7.5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เปรียบเทียบกับแรงดันออกซิเจนที่ออกจาก ถังออกซิเจนที่เท่ากับ 50 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว แรงดันออกซิเจนประมาณ 7.5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เพียงพอต่อการใช้งาน สำหรับ การใช้สายแคนูลา แต่ไม่สามารถใช้สำหรับการพ่นละอองยา หรือการต่อร่วมกับอุปกรณ์ที่ต้องการแรงดันได้ ในปัจจุบัน มีเครื่องผลิตออกซิเจนบางรุ่น ที่มีแรงดันออกซิเจนขาออก เท่ากับ 20 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว แรงดันนี้จะสูงพอสำหรับการใช้งานที่หลากหลายขึ้น แม้ว่าการใช้ออกซิเจนจากเครื่องผลิตออกซิเจนจะสะดวกและประหยัดกว่า การใช้ออกซิเจนด้วยวิธีการอื่น ผู้ใช้ต้องให้ความสำคัญเรื่องของคุณภาพอย่างที่สุด ทั้ง คุณภาพเครื่อง คุณภาพผู้ให้บริการ และ คุณภาพของบริษัทที่จัดจำหน่าย

 

การดูแลผู้ป่วยที่ใช้ออกซิเจน

สิ่งสำคัญในการดูแลผู้ป่วยที่ใช้ออกซิเจน คือมั่นใจว่า ออกซิเจน ถึงผู้ป่วย มีสาเหตุหลัก 2 ประการที่ จะทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับออกซิเจน คือ 

1.การต่ออุปกรณ์มีการรั่วซึม สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้เกิดการรั่วซึมของออกซิเจน จนทำให้ออกซิเจนไม่ถึงผู้ป่วย คือ การประกอบอุปกรณ์ไม่แน่น เช่น การขันเหลียวของกระป๋องและฝา ของกระป๋องให้ความชื้นไม่แน่น การต่อสายออกซิเจนกับกระป๋องให้ความชื้นไม่แน่น บางครั้งพบว่ามีการรั่วภายในสายออกซิเจน 

2.มีการอุดตันในอุปกรณ์การให้ออกซิเจน สาเหตุของการอุดตันที่พบได้บ่อยคือ การอุดตันของกระป๋องให้ความชื้น และการอุดตันของสายออกซิเจน (บริเวณที่เข้าจมูก) อันเนื่องจากการสะสมของสิ่งสกปรก